Local Environment
 
กิจกรรม
ข่าวสารท้องถิ่น
ข้อมูลทางวิชาการ
ร่วมคุยร่วมคิด
คำถามที่พบบ่อย
E-Book
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ติดต่อเรา
ผังเว็บไซด์
อัลบั้มรูป
ระบบสืบค้น
Website counter
ท้องถิ่นกับพลังงานทดแทน

วิกฤติการณ์ด้านพลังงานได้ก่อตัว และทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการขาดแคลนแหล่งพลังงาน และผลกระทบของการใช้พลังงาน ที่มีต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนจึงต้องตระหนักถึงวิกฤตการณ์นี้ และพยายามคิดค้นเพื่อหาทางออก หนทางหนึ่งในการแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวคือ การใช้พลังงานทดแทน

พลังงานทดแทน โดยทั่วไปหมายถึงพลังงานที่มีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติและสามารถมีทดแทนได้อย่างไม่จำกัด (เมื่อเทียบกับพลังงานหลักในปัจจุบัน เช่น น้ำมันหรือถ่านหินซึ่งมีเฉพาะที่ และรวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ๆ) ตัวอย่าง พลังงานทดแทนที่สำคัญเช่นแสงอาทิตย์ ลม คลื่นทะเล กระแสน้ำ ความร้อนจากใต้ผิวโลก พลังงานจากกระบวกการชีวภาพ เช่นบ่อก๊าซชีวภาพ

เนื่องจากแต่ละท้องถิ่นมีโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมและวัตถุดิบที่จะนำมาแปลงสภาพเป็นพลังงานเพื่อใช้งานในท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแต่ละท้องถิ่น หรืออาจจะเริ่มต้นที่ครัวเรือน จะต้องพิจารณาว่ามีอะไรบ้างที่มีศักยภาพ เพียงพอที่จะนำมาผลิตเป็นพลังงานเพื่อใช้ในครัวเรือน หรือท้องถิ่นของตนเองได้บ้าง อาทิเช่น เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) ซึ่งเป็นวัสดุหรือสารอินทรีย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานได้ ชีวมวลนับรวมถึงวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เศษไม้ ปลายไม้จากอุตสาหกรรมไม้ มูลสัตว์ ของเสียจากโรงงานแปรรูปทางการเกษตร และของเสียจากชุมชน หรือกากจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ กากปาล์ม กากมันสำปะหลัง ซังข้าวโพด กาบและกะลามะพร้าว และส่าเหล้า  เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เชื้อเพลิงที่ได้จากชีวมวล (Biomass) เป็นพลังงานที่ได้จากพืชและสัตว์โดยมีพื้นฐานจากการสังเคราะห์แสงแล้วเก็บรวบรวมพลังงานจากดวงอาทิตย์เอาไว้ในรูปของพลังงานเคมี หรือองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตหรือสารอินทรีย์ต่างๆ รวมทั้งการผลิตจากการเกษตรและป่าไม้ เช่น ไม้ฟืน แกลบ กากอ้อย วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอื่นๆ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ (น้ำตก น้ำขึ้นน้ำลง คลื่น ลำธาร ลำห้วย) ตลอดจน พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นต้น

เมื่อครัวเรือน หรือท้องถิ่นทราบศักยภาพว่าตนเองมีความพร้อมที่จะผลิตพลังงานจากแหล่งใดมากที่สุดแล้ว ก็สามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยอาจเริ่มจากการไปศึกษาดูงาน หรือขอคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น จากครัวเรือน หรือท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จในการผลิตพลังงานขึ้นใช้เอง หรือจากหน่วยงานราชการ  รวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งจะทำให้ได้แนวทางในการพัฒนาพลังงานท้องถิ่นขึ้นใช้เองอย่างเหมาะสมและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

ตัวอย่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ให้ความสำคัญกับการผลิตพลังงานทดแทนใช้อย่างเป็นรูปธรรม  ได้แก่

พลังงานทดแทน  ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล

                  เทศบาลตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ขอรับสนับสนุนเงินงบประมาณตามโครงการอยู่ดีมีสุข  เพื่อดำเนินการตามโครงการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานด้วยไบโอดีเซลชุมชน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน  ให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืน  ได้ดำเนินการผลิตน้ำมันดีเซลสำหรับใช้เฉพาะยานพาหนะ  และเครื่องจักรทางการเกษตร  รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ให้ชุมชนและโรงเรียนในพื้นที่และท้องถิ่นใกล้เคียง  ซึ่งได้ติดตั้งไว้  ณ สำนักงานเทศบาลตำบลหันคา

ไบโอดีเซล (biodiesel) เป็นเชื้อเพลิงดีเซลที่ผลิตจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียน เช่น น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือสาหร่าย ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงดีเซลทางเลือก นอกเหนือจากดีเซลที่ผลิตจากปิโตรเลียม โดยมีคุณสมบัติการเผาไหม้ เหมือนกับดีเซลจากปิโตรเลียมมาก และสามารถใช้แทนกันได้ คุณสมบัติสำคัญของไบโอดีเซลคือ สามารถย่อยสลายได้เอง ตามกระบวนการชีวภาพในธรรมชาติ (biodegradable) และไม่เป็นพิษ (non-toxic)
              กระบวนการผลิตไบโอดีเซล  คือ  นำน้ำมันพืชและน้ำมันใช้แล้ว  ทั้งจากพืชและไขมันสัตว์
ไปผ่านกระบวนการทรานเอสเทอริฟิเคชั่นกับแอลกอฮอล์ โดยมีสารเร่งปฏิกิริยา ซึ่งจะใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ก็ได้ ส่วนแอลกอฮอล์ที่ใช้ได้ใช้ทั้งเอทิลแอลกอฮอล์  หรือเมทินแอลกอฮอล์  อาจสรุปได้ว่า หลังจากที่ได้น้ำมันพืช/สัตว์ใช้แล้ว  โดยการรับแลกและรับซื้อจากร้านค้าและครัวเรือน มีดังนี้

-ให้ความร้อนน้ำมันพืช/สัตว์ใช้แล้วจนถึงอุณหภูมิ  110  องศา                            

-ปล่อยให้อุณหภูมิน้ำมันพืช/สัตว์ลดลงเหลือ  60  องศา

-จากนั้นจะเติมสารเคมีที่เตรียมไว้ผสมกับน้ำมันพืช/สัตว์ภายในถังปฏิบัติการ                                                                                                                                              

-ขณะผสมสารเคมีกับน้ำมันพืช/สัตว์ต้องกวนส่วนผสมตลอดเวลา  โดยรักษาอุณหภูมิที่ 60 องศา เป็นเวลา 1 ชม.

-แยกชั้นไบโอดีเซลและกลีเซอรีน

การนำไบโอดีเซลไปใช้เป็นพลังงานทดแทน  โดยประชาชนในชุมชนและหน่วยงานรัฐ  โดยเฉพาะเทศบาล  ส่วนใหญ่ใช้กับรถเพื่อการเกษตร  และในการก่อสร้างจะนำมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล      ซึ่งการใช้ในเครื่องยนต์จะให้แรงม้าและกำลังขับเช่นเดียวกับน้ำมันดีเซลแบบปกติ 

                 แหล่งวัตถุในการผลิตนั้น  ได้แก่  น้ำมันกระเจี๊ยบ  น้ำมันพืช/สัตว์ใช้แล้ว  ซึ่งกลุ่มจะมีการตั้งจุด
แลกซื้อ  และแลกน้ำมันใช้แล้ว  ในเขตชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงในเขตเทศบาลตำบลหันคา  ซึ่งเป็นชุมชนเมืองและมีตลาดการค้าที่หลากหลาย  ในวันหนึ่ง ๆ จะมีอัตราการใช้น้ำมันประกอบอาหารจากร้านค้าและครัวเรือน  เป็นจำนวนมาก  โดยน้ำมันใช้แล้ว  3  ส่วน 
สามารถนำมาแลกกับน้ำมันพืชใหม่  ได้  1  ส่วน  นอกจากนั้นยังรับซื้อน้ำมันใช้แล้ว  โดยตรงจากบ้านและร้านค้าอีกด้วย  โดยน้ำมันที่ได้มานั้นจะนำมาผ่านการกรองแยกเศษอาหาร  และแยกน้ำก่อนนำไปดำเนินการต่อไป
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินการ

-ลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันดีเซล ซึ่งไบโอดีเซลที่ผลิตได้ สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล    สูบเดียว เช่น  รถดัมเปอร์   รถบรรทุก 

-เป็นแหล่งผลิตและเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนและท้องถิ่น

-ชาวบ้านนำน้ำมันพืช /สัตว์ใช้แล้ว มาใช้ประโยชน์ เป็นการลดมลพิษ  รักษาสิ่งแวดล้อมและลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้

-ส่งเสริมนโยบายของประเทศด้านพลังงานทดแทน                                 

จากการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน (ปี 2552) พบว่า                                             

สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการใช้น้ำมันดีเซลภายในชุมชน

- เป็นแหล่งผลิตและเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนและท้องถิ่น
- ประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์จากการนำน้ำมันพืช / สัตว์ที่ใช้แล้ว มาแลกเปลี่ยนเป็นน้ำมันพืชใหม่ 

- ส่งเสริมนโยบายของประเทศด้านพลังงานทดแทน

                                                                                                                

        

พลังงานทดแทน จากกระแสลม

องค์กรปกครองรูปแบบพิเศษอย่าง "เมืองพัทยา" ก็มีความตื่นตัวในการคิดหาพลังงานทดแทน คือ กังหันลมมาใช้ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเช่นกัน

          กังหันลม คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็นพลังงานกลได้ จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรง  เช่น การบดสีเมล็ดพืช การสูบน้ำ หรือในปัจจุบันใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การพัฒนากังหันลมเพื่อใช้ประโยชน์มีมาตั้งแต่ครั้งชาวอียิปต์โบราณและมีความต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยการออกแบบกังหันลมจะต้องอาศัยความรู้ทางด้านพลศาสตร์ของลมและหลักวิศวกรรมศาสตร์ในแขนงต่างๆ เพื่อให้ได้กำลังงาน พลังงาน และประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนที่มาของโครงการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากบนเกาะล้านมีประชากรอาศัยอยู่ 489 ครัวเรือน หรือประมาณ 3,000 คน ไม่รวมประชากรแฝงอีกกว่า 2,000 คน และยังมีนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา พักผ่อนอยู่บนเกาะอีกประมาณ 60,000 คนต่อเดือน และการผลิตไฟฟ้าบนเกาะยังต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักที่มีราคาสูงขึ้นทุกวัน  นอกจากจะมีต้นทุนการผลิตไฟสูงขึ้นเรื่อยๆ เครื่องปั่นไฟแบบเดิมยังเกิดการ "ชำรุด" อยู่บ่อยครั้งทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้าน และสถานประกอบการบนเกาะได้รับความเสียหายจากเหตุ                                                         กระแสไฟฟ้าตก และบางวันกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการด้วย                                                      

เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จึงมีแนวคิดหาพลังงานรูปแบบใหม่มาทดแทนน้ำมัน โดยคำนึงถึงปัญหา "สิ่งแวดล้อม" เป็นสำคัญ ทั้งยังน้อมรับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการใช้พลังงานทดแทน และการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืนมาใช้  ในที่สุดจึงมีการคัดเลือกพื้นที่ เกาะล้าน ที่มีความเหมาะสมทางสภาพภูมิประเทศ  ทั้งกระแสลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งปี และยังเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นแหล่งเรียนรู้พลังงานทดแทนอีกทางหนึ่งด้วย

บริเวณหาดแสมห่างจากจุดเนินนมสาวประมาณ 20 เมตร  คือทำเลที่ถูกเลือกให้เป็นสถานที่ติดตั้งกังหังลม  โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น  3  ระยะ  ระยะละ 15  ต้น  รวมทั้งสิ้นมีกังหันลม  45  ต้น  จากการตรวจวัดความเร็วลมที่เกาะล้านพบว่ามีความเร็วลมเฉลี่ยที่ประมาณ 4-5 กิโลเมตรต่อวินาที  ซึ่งจะทำให้ระบบกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าได้ที่  25-30  กิโลวัตต์  และหากมีลมเฉลี่ยต่อเนื่องประมาณ  10 ชั่วโมง  จะทำให้ระบบสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณวันละ  200  หน่วย  และลดการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงวันละประมาณ  200 ลิตร  หรือเทียบเท่ากับ  20 เปอร์เซ็นต์  ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล  ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมอยู่ที่หน่วยละ  6  บาท  ซึ่งถูกกว่าการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงถึง  3  บาท

การติดตั้งกังหันลม  พร้อมทั้งระบบควบคุม  จนเริ่มต้นเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า  สำเร็จเสร็จสิ้นมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน  ปี 2550  โดยพลังงานที่ได้จากการหมุนของกังหันลม  จะถูกเก็บรวบรวมที่ห้องสำรองพลังงาน  ซึ่งทำหน้าที่คล้ายแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ที่ควบคุมการสั่งการได้ทั้ง  2  ระบบ  คือระบบสั่งการโดยมนุษย์  และระบบคอมพิวเตอร์  ในระยะแรกกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้  ถูกจ่ายเพื่อใช้งานโดยตรงบริเวณท่าหน้าบ้าน  บริเวณหาดแสม  และกระแสไฟฟ้าสาธารณะต่างๆบนเกาะ  แต่ในปัจจุบันกระแสไฟฟ้าถูกจ่ายรวมเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  ก่อนที่จะกระจายตามสายส่งเพื่อใช้งานในชุมชนต่อไป

พลังงานลมจัดว่าเป็นพลังงานสะอาด  ที่ไม่ก่อมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  นำมาใช้ได้ไม่รู้จักหมดสิ้น  ที่สำคัญคือไม่เป็นชนวนความขัดแย้งของสังคมดังพลังงานบางชนิด เช่นพลังงานนิวเคลียร์

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่บ้านเรายังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง ในเรื่องของการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะที่อินเดียหรือแม้กระทั่งจีน ได้ให้ความสนใจและทุ่มเทกับพลังงานลมอย่างเต็มตัว เทคโนโลยีการผลิตกังหันลมเป็นระบบที่ง่ายและไม่ซับซ้อนมาก อย่างไรก็ตามได้มีผู้คิดค้นและออกแบบผลิตกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าชนิดใช้ความเร็วลมต่ำ (Low Speed Wind Turbine) ขึ้นในประเทศไทย โดยเริ่มทำงานที่ความเร็วลมเพียง 2.5 เมตรต่อวินาที และมีการผลิตออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว ตั้งแต่ขนาด 100 วัตต์ จนถึง 50 กิโลวัตต์ โดยขนาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ ขนาด 400 วัตต์ ซึ่งราคาไม่สูงมากนัก และการติดตั้งไม่ยุ่งยาก สามารถ ใช้ได้ในเกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทย แม้แต่ในกรุงเทพมหานคร กังหันลมไม่เพียง     แต่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เท่านั้น   แต่ยังใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาแก่ผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ประโยชน์ทางด้านสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ และ CSR ได้ดีอีกด้วย  ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของบ้านเราก็คือเรายังขาดบุคลากรที่มี ความรู้ความสามารถ ตลอดจนผู้ที่มี ความเชี่ยวชาญ   ทางด้านกังหันลมอย่างแท้จริง                  
              ประโยชน์ของกังหันลมในมุมมองของการสร้างพลังงานทดแทน เพื่อ  ลดการเสียดุลการนำเข้าพลังงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานใน อนาคต ภาครัฐควรต้องมุ่งมั่นส่งเสริมให้เกิดการผลิตกังหันลมที่เหมาะสมกับความเร็วลมของประเทศไทย ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน ถ้า
   ภาครัฐส่งเสริมให้มีการลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้า จากกังหันลมโดยให้ส่วนเพิ่มราคาการรับซื้อกระแสไฟฟ้าสูง ๆ (ADDER) แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ผลักดันให้ผลิตในประเทศ คงต้องทบทวนว่าประเทศไทยได้อะไรจากการลงทุนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี หรือทางด้านความมั่นคงต่อระบบพลังงานของชาติ

ปัญหาเรื่องพลังงาน จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม ซึ่งการแก้ไขปัญหาไม่ใช่แค่การกำหนดนโยบายจากส่วนบนเท่านั้น แต่ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมทำตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ซึ่งต้องคำนึงถึงทรัพยากร แหล่งพลังงานในท้องถิ่น การกำหนดมาตรการในการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน การจัดการพลังงานระดับท้องถิ่นจึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจาก เป็นเวทีการเรียนรู้ ที่ทำให้ชุมชนได้เห็นสถานภาพพลังงานของชุมชนเอง และได้ตระหนักในศักยภาพของชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรภายใน ตลอดจนได้รู้แนวทางในการแก้ไขปัญหาและมีเป้าหมายร่วมกันในการจัดการพลังงานของชุมชน โดยเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนนั้นๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และยกระดับขีดความสามารถของประชาคมท้องถิ่น ในระดับองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอ จังหวัด โดยชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของชุมชนเอง อันเป็นกระบวนการแห่งประชาธิปไตยที่ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและก่อให้เกิดพลังของภาคประชาชน ทั้งยังช่วยให้เกิดการสร้างงานในท้องถิ่น นำไปสู่การพัฒนาชนบทและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

...................................................................................

จัดทำโดย ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม , 31 สิงหาคม 2552

 

 แหล่งข้อมูล:  

 

- วสันต์ เตชะวงศ์ธรรม. ทิศทางใหม่ของสายลม ใน 2?เมื่อสองมือร่วมคลายโรคร้อน. (หน้า 86-93).กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทางช้างเผือก.2552

-กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน.พลังงานลม. [ออนไลน์] .2552.  เข้าถึงได้จาก

http://www.dede.go.th/dede/index.php?id=97. (วันที่ค้นข้อมูล: 30 สิงหาคม 2552).

- คลังปัญญาไทย. พลังงานทดแทน.[ออนไลน์] .2552.เข้าถึงได้จาก http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php. (วันที่ค้นข้อมูล: 27 สิงหาคม 2552).

-ทศพนธ์ นรทัศน์.พลังงานชุมชน.[ออนไลน์] .2551. เข้าถึงได้จาก http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1021. (วันที่ค้นข้อมูล: 30 สิงหาคม 2552).

- เทศบาลตำบลหันคา. โครงการพลังงานทดแทน (ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล). [ออนไลน์] .2552.  เข้าถึงได้จาก http://www.hunkhacity.go.th/inovation51.html#p4 . (วันที่ค้นข้อมูล: 29 สิงหาคม 2552).

- โต๊ะกาแฟ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง.เมืองพัทยา เน้นพลังงานทดแทน เกะล้าน ตั้ง "กังหันลม" ปั่นไฟฟ้า.[ออนไลน์] .2551.  เข้าถึงได้จากhttp://www.coastalaqua.com/webboard/index.php?action=printpage;topic=1623.0. (วันที่ค้นข้อมูล: 31 สิงหาคม 2552).

 - มูลนิธิพัฒนาอีสาน.ทำไมต้องจัดการพลังงานระดับท้องถิ่น. [ออนไลน์] .2552.เข้าถึงได้จาก http://www.netsurin.org/net/index.php?option=com_content&view=article&id=46:2009-08-03-01-46-12&catid=1:latest-news  (วันที่ค้นข้อมูล: 28 สิงหาคม 2552)
 
footer