Local Environment
 
กิจกรรม
ข่าวสารท้องถิ่น
ข้อมูลทางวิชาการ
ร่วมคุยร่วมคิด
คำถามที่พบบ่อย
E-Book
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ติดต่อเรา
ผังเว็บไซด์
อัลบั้มรูป
ระบบสืบค้น
Website counter
สารเคมีและวัตถุอันตรายในอุตสาหกรรม : รู้เร็วตายช้า รู้ช้าตายเร็ว

สารเคมีและวัตถุอันตรายในอุตสาหกรรม : รู้เร็วตายช้า รู้ช้าตายเร็ว
บทนำ

          ผลสำเร็จจากการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 ผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศ ขยายตัวเพิ่ม ขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 8.2 ต่อปี โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรในปี พ.ศ.2537 ประมาณ 60,000 บาท ฐานะทางเศรษฐกิจการเงินของ ประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี มีเสถียรภาพ สัดส่วนคนยากจนต่อประชากรทั้งประเทศลดลงจากร้อยละ 26.3 ในปี พ.ศ.2529 เหลือร้อยละ 13.7 ในปี พ.ศ.2535 และปัจจุบันธนาคารโลก ได้ประกาศให้ประเทศไทย หลุดพ้นจาการเป็น ประเทศยากจนแล้ว จากข้อมูลตัวเลขดังกล่าว ทำให้เราสามารถมองภาพรวมของการพัฒนาประเทศไทย เป็นภาพที่ประสบผลสำเร็จ และบรรลุเป้าหมาย ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างดียิ่ง แต่เบื้องหลังตัวเลขความสำเร็จที่สวยหรูนี้ ได้ซ่อนบาด แผลแห่ง การพัฒนาให้เกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อมนานับประการ อาทิเช่น สภาพสังคมมีความสับสนและมีความเป็นวัตถุนิยมมากขึ้น ช่องว่างของการกระจายรายได้ของประชากรทั้งประเทศยัง มีแนวโน้มสูง ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมถูกทำลายลงไป ตลอดเวลา สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยในสังคมเสื่อม โทรมลงไปเป็นลำดับ

          จากนโยบายขยายภาคการผลิต โดยยึดหลักการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเทคโนโลยีเป็นฐาน แต่มิได้คำนึงถึงแนวทางการ อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ การป้องกันปัญหามลพิษและขาดหลักการกำจัดกากของเสียที่ถูกต้อง ส่งผลให้มีการนำเข้าสารเคมี ทั้งในภาค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก โดยขาดการป้องกันผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม คิดโดยเฉลี่ยรายปี เป็นสารเคมีประเภทสารอนินทรีย์ประมาณ 270,000 ตัน และสารอินทรีย์ประมาณ 300,000 ตัน การใช้สารเคมีดังกล่าวยังไม่ถูก ต้องตรงตามหลักวิชา เนื่องจากผู้ใช้และผู้รับผิดชอบยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และขาดการจัดการที่ดี เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติภัย และสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตลอดจนเป็นปัญหาต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์ไป จำหน่ายยังตลาดโลก เมื่อเป็นเช่นนี้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสารเคมีและวัตถุมีพิษ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการและ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจใฝ่รู้ และระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งมีชีวิต นับจากปัจจุบันสู่อนาคตและมนุษย์ ไม่สามารถจะปฏิเสธ หรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เหล่านี้ได้เลย

 
    2. แนวโน้มของปริมาณสารเคมีและวัตถุอันตรายที่ใช้ใน อุตสาหกรรม
 
         สถิติตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับจำนวนโรงงาน อุตสาหกรรมได้ระบุ ไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2538 ประเทศไทยมีจำนวนโรงงาน อุตสาหกรรม กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคเป็นจำนวนทั้งสิ้น 103,545 โรง ตามนโยบายการพัฒนาประเทศจากประเทศเกษตรกรรม สู่ความเป็นประเทศ อุตสาหกรรม ทำให้การนำเข้าสารเคมีและวัตถุอันตรายจากต่างประเทศมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งที่สูงมาก มีการประมาณว่าใน พ.ศ. 2543 ประเภทของอุตสาหกรรมที่จะเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเส้นใยเทียม การผลิตสารกึ่งตัวนำ พลาสติก การผลิตเหล็กกล้า การผลิตเยื่อไม้ และกระดาษ รวมทั้งอุตสาหกรรมเครื่องหนัง ซึ่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะชักนำให้ ปริมาณการใช้สารเคมีและวัตถุ อันตรายของประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตสารกึ่งตัวนำ ซึ่งมีการเคลื่อนย้าย แหล่งผลิตภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับใช้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เนื่องจาก ประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังประสบปัญหา พิษภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย รวมทั้งแรงงานในประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น เกิดโรค จากการทำงาน ( Occupational Disease ) ที่ร้ายแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

          หลักฐานที่ชี้ชัดอีกประการหนึ่งถึงการเพิ่มขึ้นของสารเคมีและวัตถุอันตรายคือ กากของเสียอันตราย ( Harzadous wastes ) ที่ถูกปล่อยออกมาทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการประมาณการณ์พบว่า ปริมาณของเสียอันตรายส่วนใหญ่ มาจากแหล่งกำเนิด ทาง อุตสาหกรรมการผลิต ( ตารางที่ 1 ) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม สิ่งที่น่าจับตามองอีกอย่าง ก็คือ การกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการชุบ การกลึง การซ่อมอุปกรณ์ขนส่ง และอุตสาหกรรมเคมี ในเขต กรุงเทพ มหานครและปริมณฑล ซึ่งมีจำนวนถึง 9,970 โรง และมีการจัดจ้างคนงานเข้ามา ทำงานในระบบถึงร้อยละ 80 ของคนงาน ทั้งประเทศ ดังนั้น ถ้าใช้ตัวเลขข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานการพิจารณาแล้วมองย้อนกลับขึ้นไป สิ่งที่พอจะกระทำให้เรามองเห็นภาพก็คือ การที่จะทำ ให้ปัญหาที่เกิด จากสารเคมีและวัตถุอันตรายจากอุตสาหกรรมลดระดับความรุนแรงลงได้ จะต้งอเริ่มจากการ ให้ความรู้ และแนวทาง ปฎิบัติที่ถูกต้องกับบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องในแวดวงอุตสาหกรรมเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะใน พื้นที่ที่ต้องเผชิญ ความเสี่ยงจาก ความเสียหายถ้าเกิดอุบัติภัย เช่น ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม ทุกแห่ง ของประเทศ

           ตารางที่ 1. การคาดคะเนปริมาณของเสียอันตราย แยกตามกลุ่มแหล่งกำเนิดและปี

กลุ่มแหล่งกำเนิด
ปริมาณของเสียอันตราย ( ตัน / ปี )
พ.ศ. 2534
พ.ศ. 2539
พ.ศ. 2544
อุตสาหกรรมการผลิต
157,058
272,272
433,609
กิจการถ่านหินและลิกไนต์
1,278
1,854
2,477
กิจการปิโตรเลียม
3,914
7,032
11,813
ถลุงโลหะ
521,508
922,893
1,620,190
พาณิชย์ / บริหาร
78,479
141,681
257,678
เดินเรือ / ท่าเรือ
75,849
134,228
235,644
โรงพยาบาลและห้องวิเคราะห์
76,078
123,219
200,699
มูลฝอยจากชุมชน
11,787
19,090
31,093
กิจการไฟฟ้า
*
*
*
เกษตรกรรม
6,687
11,835
20,776
รวม
932,838
1,634,104
2,813,880

*หมายถึง ของเสียที่ปนเปื้อนสาร PCB คาดว่ามีประมาณ 2,468 ตัน และไม่มีการนำเข้าสาร PCB หลังจากปี พ.ศ. 2518
ที่มา : Engineering Scinence , 1989
 
footer