Local Environment
 
กิจกรรม
ข่าวสารท้องถิ่น
ข้อมูลทางวิชาการ
ร่วมคุยร่วมคิด
คำถามที่พบบ่อย
E-Book
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ติดต่อเรา
ผังเว็บไซด์
อัลบั้มรูป
ระบบสืบค้น
Website counter
การรณรงค์ใช้ถุงผ้า...บทเรียนที่ห้างสรรพสินค้าต้องทบทวน
การรณรงค์ใช้ถุงผ้า...บทเรียนที่ห้างสรรพสินค้าต้องทบทวน
 การปฏิเสธไม่รับ ถุงพลาสติก จากห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และโรงแรม กลายเป็นประเด็นรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกำหนดให้มีมาตราการลดการใช้พลาสติกและโฟม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้มีมติรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2547 เรื่อง การลดการใช้พลาสติกและโฟม รณรงค์ให้ประชาชนทั่วไป หันมาใช้ กระเป๋าผ้า ภาคเอกชน ร้านค้าต่างๆ ที่ขายสิ้นค้าประเภทเสื้อผ้า-กระเป๋า ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแนวพื้นเมืองเหนือ หรือ ถุงย่าม พอมีกระแสโลกร้อน แฟชั่นกระเป๋าผ้ากลายเป็นที่นิยม ผลิตกระเป๋าผ้าตอบสนองความต้องการตลาดหลังจากเห็นว่ามีการรณรงค์กันมาก โดยใส่ดีไซน์การ์ตูนชาวเขาน่ารัก ๆลงบนผ้าดิบพร้อมคำขวัญที่บ่งให้รู้ว่าผลิตมาใช้อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  และที่ทำให้กระแสตื่นตัวต้าน ภาวะโลกร้อน สำนักนวัตกรรมแห่งชาติร่วมกับบริษัทเอกชนเปิดตัวกระเป๋าผ้านาโนป้องกันน้ำ ใช้แทนถุงพลาสติกในการจ่ายตลาด ต้านภาวะโลกร้อนโดยให้ 4 นางสาวไทยร่วมเปิดตัวกระเป๋าผ้านาโน นุ้ย-สุจิรา อรุณพิพัฒน์ หมิง -ชาลิสา บุญครองทรัพย์ เจี้ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ และ ปุ๋ม -ปนัดดา วงศ์ผู้ด เพียงข้ามคืน กระเป๋าผ้า กลายเป็นเทรด์ สะพายแล้วทันสมัย จะตามกระแสหรือช่วยลดภาวะโลกร้อน ก็ไม่ว่ากัน  ผู้เขียนก็เช่นกัน จะตามกระแส ไม่ตกเทรด์ ให้ทันสมัย หรือช่วยลดภาวะโลกร้อน ผู้เขียนได้รับแจกถุงกระเป๋าผ้าจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 เชียงใหม่ อย่างน้อย 3 ใบ ผู้เขียนมีโอกาสใด้ใช้ถุงกระเป๋าผ้านี้ในโอกาสที่ต่างๆกัน แต่บ่อยครั้งที่ได้ใช้คือนำไปจ่ายตลาดสด เมื่อปฏิเสธิ ไม่รับถุงหิ้วพลาสติก พ่อค้าแม่ค้า ก็ตอบสนองตามกระแสให้ทันสมัย พูดว่า ดี... ช่วยโลกร้อน ผู้เขียนรู้สึกชื่นใจและยิ้มให้ จะเป็นการทันกระแสหรือช่วยลดภาวะโลกร้อนของพ่อค้าแม่ค้าก็ตาม แต่อย่างหนึ่งทำให้รู้ว่า พ่อค้าแม่ค้าได้ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญ....(ภาวะโลกร้อน)....และกำลังช่วยกัน...(ลดภาวะโลกร้อน)  อีกครั้งผู้เขียนได้นำกระเป๋านี้ไปจ่ายตลาด แต่คราวนี้ไม่ใช่ ตลาดสด แต่เป็น ห้างซุปเปอร์มาร์เก็ต ขนาดใหญ่ในเมืองเชียงใหม่ ผู้เขียนปฏิเสธิไม่รับถุงหิ้วพลาสติก ที่ระบุชื่อของห้างซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่างชัดเจน แคชเชียร์ประจำห้างทำน่างงๆ แต่ไม่พูดอะไร.... ผู้เขียนจัดสินค้าใส่ลงในถุงกระเป๋าผ้า ส่วนสินค้าที่มีน้ำหนักและชิ้นใหญ่ก็แยกออกวางในรถเข็นของห้าง เมื่อเดินออกจากช่องทางเดินพ้นบริเวณแคชเชียร์ ทันใดก็มีเจ้าหน้าที่ห้าง สังเกตจากเสื้อโปโลที่สวมใส่มีสัญญาลักษณ์และชื่อของห้างเข้ามาสอบถามและตรวจดูรายการสิ้นค้าจากใบเสร็จรับเงินและผู้เขียนก็อธิบายเหตุผลที่ไม่รับถุงหิ้วพลาสติกของห้าง ผู้เขียนเดินจากจุดนั้นไปก็มีเจ้าหน้าที่ห้างพร้อมยามรักษาความปลอดภัย 3 คนเข้ามาสอบถามและตรวจรายการสิ้นค้าตามใบเสร็จอย่างละเอียด ผู้เขียนก็อธิบายเหตุผลที่ไม่รับถุงหิ้วพลาสติกของห้างเป็นครั้งที่สอง แล้วเดินจากจุดนั้นไปยังร้านขายยาภายในห้างทิ้งรถเข็นไว้หน้าร้านขายยา ผู้เขียนก็ต้องตกใจ หันไปตามเสียงที่ตระโกนสอบถาม ใคร... เป็นเจ้าของรถเข็นคันนี้?” ผู้เขียนแสดงตนเป็นเจ้าของรถเข็นพร้อมคำอธิบายเหตุผลที่ไม่ใช้ถุงหิ้ว พลาสติกของห้างเป็นครั้งที่ 3 ครั้งที่ 3 นี้เอง ผู้เขียนรู้สึกไม่พอใจ โกธรนิดๆ  เพราะท่าทีของยามรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ของห้าง สอบถามและตรวจดูสิ้นค้าตามใบเสร็จ...ราวกับคนขโมยของในห้าง ผู้เขียนรู้สึกได้รับความอับอายเมื่อมีผู้คนมากมายในห้างหันมามองและหยุดยืนดู .... ผู้เขียนพูดกับตนเองด้วยความอดทน ไม่เป็นไร... พวกเขาทำตามหน้าที่ ผู้หญิงเจ้าของร้านเล็กๆ ในห้างแห่งนี้ เดินมาหาแล้วพูดว่า ดิฉันเห็นเหตุการณ์ในลักษณะนี้บ่อย ๆ แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย เป็นฝรั่ง(ชาวต่างชาติ) ฝรั่ง เขาจะไม่เอาถุงพลาสติกเลย เขาเตรียมถุงผ้ามาเอง วันหนึ่งดิฉันเห็นฝรั่งต้องเทของทุกอย่างออกจากถุงผ้า เพื่อตรวจค้น ผู้เขียน ขอบคุณเธอแล้วเดินลงบันใดเลือนออกไปด้วยความอับอาย เพียงแต่ไม่รับถุงหิ้วพลาสติกของห้างนี้ ก็ถูกกระทำและสายตาที่มองดูเป็นคนขโมยสินค้าของห้าง.... ผู้เขียนเข็นรถเข็นมาถึงบริเวณประตูทางออก จุดนี้เองที่ผู้เขียนอดทนอดกลั่นไม่ได้ เป็นครั้งที่ 4 ที่ถูกตรวจค้นสินค้าในรถเข็น ผู้เขียนรู้สึกในความอับอายและโกธรมาก ๆ ที่ถูกกระทำให้ได้รับความอับอาย เพราะเหตุผล เพียงแต่ปฏิเสธิ ไม่รับถุงหิ้วพลาสติก ของห้างเท่านั้น กระทำต่อเราเสมือนเป็นผู้ร้ายขโมยสินค้าในห้าง  ผู้เขียนไม่พูด ไม่โต้แย้ง ยื่นใบเสร็จสินค้าให้ตรวจสอบ เดินออกจากห้าง..... ตั้งสติได้ แล้วพูดกับตนเองอีกครั้งว่า ไม่เป็นไร?... พวกเขาไม่รู้ .... พวกเขาไม่เข้าใจ .... พวกเขาทำตามหน้าที่ ...... ส่วนฉัน (ผู้เขียน) จะอุทิศการทำงาน เพื่อ รักษ์โลก ให้มากขึ้น

สุดท้าย.... ผู้เขียนขอหยิบยกบทความหนึ่ง ที่กล่าวถึง พลาสติก ว่า ในปัจจุบันมีการนำพลาสติกมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ขยะมูลฝอยประเภทพลาสติกมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปีและก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอย ทั้งนี้ เนื่องจากขยะมูลฝอยประเภทพลาสติกมีปริมาตรสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักและสามารถทนแรงอัดได้สูงกว่าขยะมูลฝอยประเภทอื่นถึง 3 เท่า อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายนาน ทำให้สิ้นเปลืองพื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอย หากนำไปกำจัดโดยการเผาอย่างไม่ถูกวิธีจะเกิดมลพิษทางอากาศรวมทั้งสารไดออกซิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น แนวทางหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ คือการลดปริมาณขยะมูลฝอยประเภทพลาสติกที่แหล่งกำเนิดที่สำคัญ เช่น ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร โรงแรม เป็นต้น กรมควบคุมมลพิษ จึงได้จัดทำแนวทางการลดการใช้พลาสติกในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานลดการใช้พลาสติกในสถานประกอบการที่เป็นแหล่งกำเนิดขยะมูลฝอยประเภทพลาสติกในพื้นที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ

ผู้เขียน... ก็หวังว่า การใช้ถุงกระเป๋าผ้า แทนถุงหิ้วพลาสติก จะไม่เป็นแค่แฟชั่นที่ผ่านแล้วผ่านไป หากทุกคนตระหนักที่จะประหยัดและใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า หากท่านใดที่เจอประสบเหตุการณ์เหมือนอย่างที่ผู้เขียนเล่าให้ฟัง.... คงไม่ต้องลงโทษหรือ กล่าวโทษใคร ๆ แต่ทุกคนคงต้องช่วยกัน ให้การแนะนำ และให้ความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนก็อยู่รวมกันได้ ร่วมกันรักษา รักษ์โลกใบนี้ให้อยู่กับเรา กับลูกหลานเรา กับสรรพสิ่งชีวิต ในโลกใบนี้ ไปอีกนานแสนนาน 

เครือข่ายต้านโลกร้อน
สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1
 
ที่มา:http://gwwn.igetweb.com/index.php?mo=3&art=105366
 
footer