Local Environment
 
กิจกรรม
ข่าวสารท้องถิ่น
ข้อมูลทางวิชาการ
ร่วมคุยร่วมคิด
คำถามที่พบบ่อย
E-Book
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ติดต่อเรา
ผังเว็บไซด์
อัลบั้มรูป
ระบบสืบค้น
Website counter
กรองสถานการณ์สิ่งแวดล้อมรอบโลก
 

กรองสถานการณ์สิ่งแวดล้อมรอบโลก


โดย อาจารย์เพ็ญจา จิตจำรูญโชคไชย
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
 
ในขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นหลายประเทศทั่วโลกกำลัง ค้นหาวิธีที่จะบรรเทาปัญหาดังกล่าว ประเทศที่พัฒนาแล้วได้นำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาก็ดูแลเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นมาอีก ในรอบปีที่ผ่านมาทั่วโลกมีปัญหา สิ่งแวดล้อมในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันไปดังนี้
 
อเมริกาเหนือ (North America)
• จากการสำรวจเมื่อปี คศ.1992 พบว่าเกษตรกรในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการเกษตรกรรมที่ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน (soil erosion) ประมาณ 1 ร้อยล้านตันต่อปี (เมื่อเทียบกับปี คศ.1982)
• ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นผู้ส่งออกสินค้าประเภทไม้และผลิตภัณฑ์ไม้รายใหญ่ของโลก
• ในปี คศ.1996 มีการสำรวจด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา มีพืชและ สัตว์กว่า 728 ชนิด กำลังตกอยู่ในสภาพอันตราย และในประเทศแคนาดาพบว่ามี 254 ชนิดกำลังประสบชะตากรรมเลวร้ายเช่นกัน สำหรับในทวีปอเมริกาเหนือมีพืชและสัตว์ 24 ชนิดสูญพันธ์ไปแล้ว
• การใช้น้ำของประชาชนในแถบอเมริกาเหนือจะใช้น้ำกันอย่างฟุ่มเฟือย พบว่าในแต่ละปี ใช้น้ำมากกว่าผู้คนที่อยู่ในแถบยุโรปถึง 2 เท่า แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ กลับจ่ายค่าน้ำถูกกว่าครึ่งหนึ่งของประชาชนที่อาศัยอยู่แถบทวีปยุโรป
• ประชากรประมาณ 2.4 ล้านคนมีแหล่งน้ำที่มีความสะอาดไม่เพียงพอสำหรับการนำมาบริโภคและประมาณ 1 ล้านคนไม่มีระบบประปา หรือไม่เคยได้รับน้ำอุปโภคบริโภคที่ส่งมาทางท่อเลย นอกจากนี้ยังมีประชากรอีก 5.6 ล้านคนที่ต้องทนดื่มน้ำที่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน
• การควบคุมการจับปลาตามชายฝั่งตะวันออกมีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่นี้ โดยเฉพาะเขต Canadian Maritime
• ถึงแม้ว่าประเทศในเขตทวีปอเมริกาเหนือจะมีปัญหาเรื่องสถานที่ทิ้งขยะที่เพิ่มมากขึ้นก็ตาม แต่จากการรณรงค์เรื่องการแยกขยะ การนำกลับมาใช้ใหม่ และ การแลกเปลี่ยนของใช้ ทำให้ช่วยลดปัญหาขยะไปได้ส่วนหนึ่ง
 
อเมริกากลาง (Latin America)


• ประเทศในอเมริกากลางหลายประเทศมีทรัพยากรพืชและสัตว์ที่มีความสำคัญพบว่า ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ทั่วโลกอยู่ในเขตพื้นที่นี้ มีการประมาณว่าในอีก 40 ปีข้างหน้า ถ้าสภาพแวดล้อมและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติยังคงดำเนินต่อไป จะมีพันธุ์พืชและสัตว์กว่า 100,000 ชนิดสูญหายไป
• การทำลายป่าไม้กำลังลดลงอย่างช้า ๆ เป็นผลมาจากข้อตกลงระหว่างประเทศและโครงการต่าง ๆ จากทั่วโลกที่เข้ามาช่วยเหลือ ให้การศึกษา และการกำหนดภาษีและเงื่อนไขต่าง ๆ จากการตัดป่า
• พื้นที่กว่า 47 เปอร์เซนต์ที่ทำการเพาะปลูกกำลังสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน (soil erosion) การไถพรวนมากเกินไป ดินเป็นกรดจัดและเค็มจัด สืบเนื่องมาจากการใช้สารเคมี เพื่อเกษตรกรรมทำให้เกิดการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำ พบว่ามีปริมาณฟอสฟอรัส ไนเตรท และสารปราบศัตรูพืชปริมาณมหาศาลปะปนมากับน้ำไหลลงสู่ทะเลแคริเบียน
• ชายฝั่งแถบทะเลแคริเบียนที่เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามกลับพบว่ามีการพบคราบ Tar ที่ระดับ 20 (ตามค่ามาตรฐาน EPA)เหตุที่เป็นเช่นนี้มีผลมาจากการใช้ชายหาดมากเกินไปโดยนักท่องเที่ยวที่มักจะมีการรื่นเริงและสูบบุหรี่
• อาร์เจนตินา บราซิล ชิลี ปารากวัย และอุรุกวัย กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับรังสี Ultraviolet-B ซึ่งเป็นผลมาจากชั้นโอโซนในบรรยากาศถูกทำลาย ทำให้รังสีชนิดนี้แผ่มายังโลกได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเขตตอนใต้ของโลกซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าในเขตอื่น ๆ
ยุโรปและรัฐอิสระ (Europe and Commonwealth of Independent States)
• การแพร่กระจายของกำมะถันและไนโตรเจนออกไซด์ จากเขตอุตสาหกรรมได้ทำลายพื้นที่ป่าตอนกลางและด้านตะวันออกของยุโรปไปแล้วถึง 30-50 เปอร์เซนต์
• ยุโรปได้เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์อีก 10 ล้านเฮกแตร์ ตั้งแต่ ปี คศ.1982 อย่างไรก็ตามมีการประมาณว่า ปลา 52 เปอร์เซนต์ สัตว์เลื้อยคลาน 45 เปอร์เซนต์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อีก 42 เปอร์เซนต์ ยังอยู่ในสภาวะเสี่ยงภัย
• มีการนำน้ำใต้ดินมาใช้เกือบ 60 เปอร์เซนต์ของน้ำใต้ดินที่มีอยู่ เพื่อการอุตสาหกรรมและกิจกรรมในครัวเรือน
• กว่า 86 เปอร์เซนต์ของพื้นที่ชายฝั่งด้านตะวันตกของทวีปยุโรป จัดว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียทางด้านนิเวศน์วิทยา ทั้งนี้เนื่องมาจากมีการพัฒนาชายฝั่งเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น
• ยุโรปเป็นเขตที่มีการปลดปล่อยสารพิษออกสู่บรรยากาศเป็นปริมาณมาก โดยประมาณว่าสารคลอโรฟลูออโร-คาร์บอน (Chlorofluorocarbon) 36 เปอร์เซนต์ คาร์บอนไดออกไซด์ 30 เปอร์เซนต์ และซัลเฟอร์-ไดออกไซด์ 25 เปอร์เซนต์ ถูกปลดปล่อยออกจากแหล่งอุตสาหกรรม (จำนวนเปอร์เซนต์ของสารพิษที่ประเทศต่าง ๆ ปลดปล่อยสู่บรรยากาศทั่วโลกใน แต่ละปี)
• ดังนั้นนโยบายเร่งด่วนในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของยุโรปตอนกลางและด้านตะวันตก จะเน้นไปที่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ
• ประชากรในทวีปยุโรปจะสร้างของเสียเฉลี่ยคนละ 150 ถึง 600 กิโลกรัมต่อปี อย่างไรก็ตาม ทวีปยุโรปก็เป็นผู้นำด้านการหาเทคโนโลยีในการกำจัดขยะที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสภาพแวดล้อม รวมทั้งมีการรณรงค์เรื่องการแยกขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่
เขตขั้วโลก ทวีปอาร์คติคและแอนตาร์คติค (Polar Regions: The Arctic and the Antarctic)
• ปัญหาการละลายของน้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์ มีผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 10-25 ซม. (จากการเฝ้าตรวจดูสถานะการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา)
• ทะเลในเขตอาร์คติคเป็นแหล่งสัตว์น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ ในช่วงฤดูร้อนหรือมีแสงแดดจะมีการทำการประมงกันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการจับปลาที่มากเกินไป และสัตว์ทะเลบางชนิดยังถูกล่าอย่างโหดเหี้ยม เช่น แมวน้ำ นกเพนกวิน สิงโตทะเล
• ป่าที่อยู่ในเขตอาร์คติคลดลงอย่างมากเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และถูกทำลายโดยมนุษย์ ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพในเขตนี้ถูกทำลาย ลงไปด้วย
• ในปี คศ.1995 มีการกำหนดเขตอนุรักษ์ 285 เขต บริเวณอาร์คติค ครอบคลุมพื้นที่ 2.1 ล้านตารางกิโลเมตร
• เขตทะเลตอนใต้ของมหาสมุทรอาร์คติค มีการล่าปลาวาฬ ปลาโลมา และสัตว์ทะเลอีกหลายชนิด แต่ปัจจุบันสถานะการณ์ดังกล่าวทุเลาความรุนแรงเมื่อการล่าดังกล่าวถูกจำกัดพื้นที่เฉพาะ
• ถ้าน้ำแข็งในเขตแอนตาร์คติคละลาย ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 60 เมตร
• เกิดรอยเป็นช่องโหว่ของโอโซนที่เขตแอนตาร์คติค และรอยโหว่ดังกล่าวกำลังขยายออกไป
เอเซียตะวันตก (West Asia)
• ในช่วงปี คศ.1980 ป่าไม้ในเขตนี้ถูกทำลายอย่างหนัก ประมาณว่ามีป่าที่สมบูรณ์เหลืออยู่เพียง 11 เปอร์เซนต์ของพื้นที่เท่านั้น
• หลายประเทศในเขตเอเซียตะวันตก มีปัญหาเรื่องน้ำ ที่ใช้ในการอุปโภค และบริโภคที่มีไม่เพียงพอและคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะประเทศบาร์เรนประชากรมีน้ำที่มีคุณภาพดีใช้เพียง 18 เปอร์เซนต์ เท่านั้น
• มีการประมาณว่าในแต่ละปีมีน้ำมันกว่า 1.2 ล้านบาร์เรนรั่วไหลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย
• เขตชายฝั่งทะเลไม่มีจุดสนใจดึงดูดนักท่องเที่ยว จึงเป็นเขตที่พบว่ามีสภาพนิเวศน์วิทยาแบบดั้งเดิมและ คงสภาพดีที่สุดเขตหนึ่งของโลก
เอเชียและแปซิฟิก (Asia and the Pacific)
• ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมามีการทำอุตสาหกรรมไม้กันมากในเขตทวีปเอเชีย
• ความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศตามมา รวมถึงฝนกรดที่สร้างความเสียหายให้กับสิ่งปลูกสร้างและทำลายความสวยงามของธรรมชาติ
• รูปแบบการพัฒนาที่ไม่มีแบบแผนหรือแบบไม่ยั่งยืน ถูกนำมาใช้ในหลาย ๆ ประเทศก่อให้เกิดผลกระทบกับพืชและสัตว์ และมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดสูญหายไปจากพื้นที่ในเขตนี้
• ของเสียกว่า 70 เปอร์เซนต์ถูกนำไปทิ้งในมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการกำจัดก่อน
• การที่ประชากรเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาของเสียและขยะทั้งในรูปของแข็ง ของเหลว จึงเพิ่มสูงขึ้นและก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและยากในการกำจัด
• เขตเอเชียและแปซิฟิกเป็นดินแดนที่มีปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากทำการเกษตรผิดวิธี และการใช้สารเคมีมากเกินไป
อาฟริกา (Africa)
• พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของทวีปอาฟริกาไม่สามารถทำการเกษตรได้ เนื่องจากเป็นทะเลทรายและดินมีคุณภาพต่ำ
• ป่าในเขตทวีปอาฟริกาส่วนใหญ่จะเป็นป่าเขตร้อนที่แปรสภาพเป็นป่าทุ่ง ดังนั้นกว่า 30 เปอร์เซนต์จะยังคงสภาพป่าดั้งเดิมอยู่
• ทุ่งหญ้าสะวันนาเป็นเขตพื้นที่ป่าทุ่งมีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก เป็นแหล่งอาหารของสัตว์นานาชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพของสภาพแวดล้อมแบบทุ่งหญ้า รวมทั้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
• ประชากรในทวีปอาฟริกา 19 ประเทศ จากจำนวน 25 ประเทศ ยังไม่มีน้ำสะอาดเพื่อการบริโภค
• หลายประเทศในเขตอาฟริกาตะวันตก มีอาหารโปรตีนรับประทาน ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากการจับปลา
• ประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอาฟริกามีจำนวน มากกว่า 65 เปอร์เซนต์อาศัยอยู่ในเขตชนบท
• การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมไม่ค่อยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เท่าใดนัก เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและความยากจน
 
จาก The Global Environment Outlook: Regional Perspective, United Nation,Chronicle Vol.34 No.2http://library.uru.ac.th/webdb/images/world_en.html

 

ที่มา:http://gwwn.igetweb.com/index.php?mo=3&art=174201

 
footer