Local Environment
 
กิจกรรม
ข่าวสารท้องถิ่น
ข้อมูลทางวิชาการ
ร่วมคุยร่วมคิด
คำถามที่พบบ่อย
E-Book
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ติดต่อเรา
ผังเว็บไซด์
อัลบั้มรูป
ระบบสืบค้น
Website counter
ราคาคาร์บอนตกต่ำ : ยุโรปจะแก้ปัญหาอย่างไร
กุมภาพันธ์ 2559

เมื่อพูดถึง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก มีผลทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น และเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลกอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น ทำให้หลายประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป ได้นำเอาแนวทางกลไกราคาคาร์บอนเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สำหรับองค์กรธุรกิจที่เต็มใจนำนวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ ช่วยลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง


ราคาคาร์บอน หรือ Carbon price สะท้อนถึงแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า ได้รับอนุญาตให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณจำกัด หากโรงงานใดคาดว่าจะปล่อยเกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต ก็จะไปขอซื้อใบอนุญาตการปล่อยของโรงงานอื่น โดยคิดราคากันตามจำนวน “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ซึ่งราคาของการซื้อ-ขายใบอนุญาตฯ ดังกล่าว ก็คือ ราคาคาร์บอน นั่นเอง ส่วนราคาคาร์บอนจะสูงหรือต่ำ ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการซื้อ และปริมาณความต้องการขาย ตามหลักกลไกตลาดในทางเศรษฐศาสตร์

ทั้งนี้ ก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิด มีผลต่อการเกิดภาวะเรือนกระจกไม่เท่ากัน จึงต้องมีการแปลงค่าให้อยู่ในหน่วย ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพื่อให้เปรียบเทียบระหว่างกันได้ โดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นฐาน เช่น 1 ตัน ของก๊าซไนตรัสออกไซด์ เทียบเท่ากับ 298 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

โดยหลักการแล้ว หากราคาคาร์บอนสูง ภาคธุรกิจจะมีแรงจูงใจในการลงทุนนำเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำมาใช้ เพื่อให้ธุรกิจของตนปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง และมีใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือสำหรับนำไปขาย สร้างรายได้


สหภาพยุโรป ถือเป็นกลุ่มประเทศแรกของโลก ที่ได้นำกลไกราคาคาร์บอน มาใช้ควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมของประเทศสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรู้จักกันในชื่อ ระบบ EU Emissions Trading Scheme หรือ EU ETS


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสหภาพยุโรป กำลังประสบปัญหาราคาคาร์บอนตกต่ำ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2551 เป็นผลให้ปริมาณการผลิตลดน้อยลง โรงงานต่าง ๆ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าปริมาณที่รัฐกำหนดให้ปล่อยได้ ทำให้มีใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือค้างสะสมอยู่จำนวนมาก ในเมื่อใคร ๆ ก็ไม่อยากได้ จึงทำให้ราคาตกต่ำลงเรื่อย ๆ ตามหลักกลไกตลาด


สหภาพยุโรปไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหานี้ จึงได้คิดหามาตรการที่จะผลักดันให้ราคาใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขยับสูงขึ้นจากปัจจุบัน ซึ่งคงตัวที่ราคา 7.5 ยูโร ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมาตรการแก้ไขที่สหภาพยุโรปได้นำมาใช้ มีดังนี้


1. เลื่อนประมูลใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก จำนวน 900 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  ออกไปจนถึงปี 2562 และปี 2563 เนื่องจากคาดการณ์ว่า ความต้องการใบอนุญาตฯ จะเริ่มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปีดังกล่าว เพราะเศรษฐกิจยุโรปจะเริ่มดีขึ้น


2. ยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจก สหภาพยุโรปมีเป้าหมายภายใต้พิธีสารเกียวโต ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 20 ภายใน ปี 2563 เทียบกับระดับการปล่อยของ ปี 2533 

และในเดือนมีนาคม 2558 สหภาพยุโรปได้ประกาศเจตจำนงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เทียบกับระดับการปล่อยของปี 2533

มาตรการนี้จะจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจให้ลดลงจากเดิมอีก ซึ่งภาคธุรกิจที่ไม่สามารถลดได้จะมีความต้องการซื้อใบอนุญาตฯ เพิ่มมากขึ้น


3. สำรองใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด หรือเรียกว่า มาตรการ Market Stability Reserve (MSR) จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นไป โดยภายใต้มาตรการนี้ ปริมาณใบอนุญาตฯ ที่มีมากเกินไปในตลาดซื้อ-ขาย จะถูกกันออกมาส่วนหนึ่ง เพื่อเก็บสำรองไว้ และนำออกสู่ตลาดอีกครั้งเมื่อเกิดความขาดแคลนขึ้น 


เป็นที่คาดกันว่า MSR จะเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ในการยกระดับราคาคาร์บอนของสหภาพยุโรปให้สูงขึ้น โดยจะทำให้ราคาใบอนุญาตฯ ปรับสูงขึ้นเป็น 15 ยูโร ต่อตัน ภายในปี 2563 และอาจปรับขึ้นไปถึง 30 ยูโร ต่อตัน ภายในปี 2564


มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ สหภาพยุโรปเชื่อว่า จะมีส่วนช่วยให้ราคาคาร์บอนปรับสูงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแรงจูงใจที่จะดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้นต่อไป
ที่มา : www.energysavingmedia.com
 

 
footer